หูชั้นนอกอักเสบ (Otitis Externa)

การอักเสบหรือการติดเชื้อของผิวหนังในช่องหูชั้นนอก มักทำให้เจ็บหู คัน หรือมีน้ำไหล

ภาพประกอบทางการแพทย์แสดงช่องหูชั้นนอกที่อักเสบ โดยแก้วหูยังปกติ
แพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก ราชวิถีคลินิก หู คอ จมูก เชียงใหม่

ตรวจทานทางการแพทย์โดยแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก

ผู้เขียน:
นพ. พจน์ ภิญโญพรพาณิชย์แพทย์เฉพาะทางโสต ศอ นาสิกวิทยา · วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญ สาขาโสต ศอ นาสิกวิทยา
แพทย์ผู้ตรวจทานเนื้อหา:
นพ. พจน์ ภิญโญพรพาณิชย์แพทย์เฉพาะทางโสต ศอ นาสิกวิทยา · วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญ สาขาโสต ศอ นาสิกวิทยา
ดูประวัติแพทย์
  • วันที่ตรวจทาน:
  • อัปเดตล่าสุด:
  • เวลาอ่านโดยประมาณ: 6 นาที

ภาพรวม

หูชั้นนอกอักเสบคืออะไร

หูชั้นนอกอักเสบ (otitis externa) คือการอักเสบของผิวหนังในช่องหูชั้นนอก ตั้งแต่รูทางเข้าหูจนถึงแก้วหู มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา หรือจากการระคายเคืองของผิวหนังในช่องหู ภาวะนี้พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และมักเรียกว่า “หูชุ่มจากน้ำ” เมื่อเกี่ยวข้องกับการสัมผัสน้ำ อาการอาจมีตั้งแต่เบา ๆ จนถึงเจ็บหูมากและมีน้ำไหล การตรวจโดยแพทย์ช่วยยืนยันการวินิจฉัยและแยกจากสาเหตุอื่น เช่น ขี้หูอุดตันหรือหูชั้นกลางอักเสบ

อาการ

อาการที่พบได้

อาการแตกต่างกันตามความรุนแรงและสาเหตุ อาจเริ่มจากคันหรือไม่สบายก่อนมีอาการเจ็บชัดเจน

  • เจ็บหู โดยเฉพาะเมื่อดึงหูหรือกดบริเวณกระดูกข้างหู

  • คันภายในช่องหู

  • รู้สึกหูอุดหรือเต็ม

  • ได้ยินลดลงชั่วคราวในหูที่มีอาการ

  • มีน้ำไหลหรือของเหลวจากหู

  • ผิวหนังในช่องหูแดงหรือบวม

  • มีกลิ่นผิดปกติจากหู (ในบางกรณี)

  • มีไข้ (พบได้ไม่บ่อย ขึ้นอยู่กับความรุนแรง)

สาเหตุ

สาเหตุที่ทำให้เกิดหูชั้นนอกอักเสบ

การอักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อหรือการระคายเคืองของผิวหนังในช่องหู

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย

    เชื้อแบคทีเรียบางชนิดอาจเข้าไปในช่องหูและทำให้เกิดการอักเสบ โดยเฉพาะเมื่อผิวหนังในช่องหูบาดเจ็บหรือชื้น

  • การติดเชื้อรา

    เชื้อราในช่องหูพบได้ในบางกรณี โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงด้านภูมิคุ้มกันหรือใช้ยาหยอดหูเป็นเวลานาน

  • การระคายเคืองหรือแพ้

    ยาหยอดหู สเปรย์ หรือสิ่งของที่สัมผัสช่องหูอาจทำให้ผิวหนังอักเสบได้

  • การสัมผัสน้ำ

    น้ำที่ค้างในช่องหูหลังว่ายน้ำหรืออาบน้ำอาจทำให้ผิวหนังชื้นและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

  • การบาดเจ็บของช่องหู

    การใช้สำลีแห้มหรือสิ่งของในหูอาจทำให้ผิวหนังบาดเจ็บและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

  • โรคผิวหนังในช่องหู

    ภาวะเช่น ผิวหนังอักเสบ (eczema) ในช่องหูอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบซ้ำ

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

ควรพบแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูกเมื่อใด

หากอาการไม่ดีขึ้น รุนแรง หรือมีสัญญาณเตือน ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม

  • เจ็บหูมากหรือเจ็บหูไม่ดีขึ้นหลังดูแลตัวเอง

  • มีไข้สูงหรืออาการแย่ลง

  • มีน้ำไหลจากหู มีเลือด หรือมีกลิ่นผิดปกติ

  • ได้ยินลดลงอย่างชัดเจนหรือไม่ดีขึ้น

  • มีบวมหรือแดงรอบหูมาก

  • อาการซ้ำบ่อย

  • มีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันต่ำ

  • มีอาการเวียนศีรษะหรือปัญหาการทรงตัวที่น่ากังวล

การวินิจฉัย

แพทย์วินิจฉัยอย่างไร

แพทย์จะสอบถามประวัติอาการ รวมถึงการสัมผัสน้ำ การใช้ยาหยอดหู หรือการใส่สิ่งของในหู จากนั้นตรวจช่องหูด้วยกล้องส่องหู (otoscope) เพื่อดูการอักเสบของผิวหนัง มีน้ำไหลหรือขี้หูอุดตันหรือไม่ และประเมินสภาพแก้วหู การตรวจนี้ช่วยแยกหูชั้นนอกอักเสบจากหูชั้นกลางอักเสบหรือสาเหตุอื่น หากจำเป็น อาจมีการเก็บตัวอย่างน้ำไหลหรือประเมินเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

การรักษา

แนวทางการรักษา

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรง และสภาพช่องหู แพทย์จะเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับแต่ละราย

  • ยาหยอดหู

    อาจใช้ยาหยอดหูที่มีส่วนประกอบต้านการอักเสบหรือต้านเชื้อตามที่แพทย์สั่ง ควรใช้ตามคำแนะนำและทราบวิธีหยอดที่ถูกต้อง

  • การทำความสะอาดช่องหู

    ในบางกรณี แพทย์อาจขจัดขี้หูหรือของเหลวในช่องหูก่อนเริ่มยาหยอด เพื่อให้ยาซึมได้ดีขึ้น

  • ยารับประทาน

    อาจพิจารณาเมื่อมีอาการรุนแรงหรือการติดเชื้อลุกลามนอกช่องหู ตามการประเมินของแพทย์

  • การหลีกเลี่ยงสาเหตุที่กระตุ้น

    หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำในช่วงที่แพทย์แนะนำ และงดใช้สิ่งของในหูจนกว่าอาการดีขึ้น

การดูแลตัวเอง

สิ่งที่ทำได้ที่บ้าน

การดูแลตัวเองเน้นการลดการระคายเคืองและสังเกตอาการที่ควรกลับมาพบแพทย์

  • อย่าใส่สำลีแห้ม ไม้จิ้มฟัน หรือสิ่งของอื่นเข้าไปในช่องหู

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำในหูจนกว่าแพทย์จะอนุญาต

  • ใช้ยาหยอดหูตามที่แพทย์สั่ง และทราบวิธีหยอดที่ถูกต้อง

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาหยอดหูที่ไม่ได้รับคำแนะนำ

  • บรรเทาอาการเจ็บด้วยยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ หากไม่มีข้อห้าม

  • กลับมาพบแพทย์ตามนัดหรือเมื่ออาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง

การป้องกัน

ลดความเสี่ยงหูชั้นนอกอักเสบ

ไม่สามารถป้องกันได้ทุกกรณี แต่มีแนวทางที่อาจช่วยลดความเสี่ยงได้

  • ให้หูแห้งหลังสัมผัสน้ำ โดยเช็ดนอกหูและเอียงศีรษะเพื่อให้น้ำไหลออก

  • หลีกเลี่ยงการใส่สิ่งของเข้าไปในช่องหู

  • ใช้ที่อุดหูเมื่อว่ายน้ำหากแพทย์แนะนำและใช้ได้อย่างถูกต้อง

  • ดูแลโรคผิวหนังในช่องหูตามที่แพทย์แนะนำ

  • หากมีอาการซ้ำ ควรติดตามและปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่กระตุ้น

คำถามที่พบบ่อย

คำถามเกี่ยวกับหูชั้นนอกอักเสบ

คำถามที่ผู้ป่วยมักสอบถามเกี่ยวกับอาการ การดูแล และเมื่อใดควรพบแพทย์

หูชั้นนอกอักเสบกับหูชั้นกลางอักเสบต่างกันอย่างไร

หูชั้นนอกอักเสบเกิดที่ผิวหนังในช่องหูชั้นนอก มักเจ็บเมื่อดึงหู ส่วนหูชั้นกลางอักเสบเกิดหลังแก้วหูและมักเกี่ยวข้องกับหวัดหรือท่อยูสทาเชียน การตรวจหูช่วยแยกทั้งสองภาวะ

ว่ายน้ำแล้วหูเจ็บ เป็นอาการรุนแรงหรือไม่

อาจเป็นหูชั้นนอกอักเสบเบื้องต้น หากอาการเบาและดีขึ้นได้อาจดูแลตามคำแนะนำ แต่หากเจ็บมาก มีไข้ หรือมีน้ำไหล ควรพบแพทย์

ใช้ยาหยอดหูเองได้หรือไม่

ไม่ควรใช้ยาหยอดหูที่ไม่ได้รับคำแนะนำ โดยเฉพาะหากไม่แน่ใจว่าแก้วหูสมบูรณ์หรือไม่ การใช้ยาที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้อาการแย่ลง

หูชั้นนอกอักเสบหายได้นานแค่ไหน

ระยะเวลาต่างกันตามความรุนแรงและการรักษา หลายกรณีดีขึ้นภายในไม่กี่วันหลังเริ่มการดูแลที่เหมาะสม แต่ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์จนครบ

หูชั้นนอกอักเสบติดต่อได้หรือไม่

โดยทั่วไปไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรงเหมือนไข้หวัด แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้หูฟังหรือสิ่งของร่วมกันหากมีน้ำไหลจากหู

แหล่งอ้างอิง

เอกสารและแนวทางที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลด้านล่างอ้างอิงแนวทางและแหล่งความรู้ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อประกอบการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะรายบุคคล

ข้อมูลเพื่อการศึกษา

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์

ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือทดแทนการรักษาโดยแพทย์ผู้มีคุณวุฒิ หากมีอาการที่น่ากังวล โปรดปรึกษาแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

หัวข้อที่เกี่ยวข้องภายในคลินิก เพื่อช่วยทำความเข้าใจโรค บริการ และหัตถการ

หูเจ็บ คัน หรือมีน้ำไหล

การตรวจช่วยยืนยันว่าเป็นหูชั้นนอกอักเสบหรือสาเหตุอื่น และวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับคุณ